Categories
อาหารสุขภาพ

แจกสูตร สตรอเบอรี่โยเกิร์ต ปั่นแบบคลีน รสหวานน้อย อร่อยสดชื่นแบบธรรมชาติ 

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต

เชื่อว่าหลายคนจะต้องรู้จักเครื่องดื่มยอดฮิตอย่าง สตรอเบอรี่โยเกิร์ต ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน และในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าอากาศจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นั่นทำให้หลายคนต้องหาเครื่องดื่มเย็น ๆ มาดับร้อนและเพิ่มความสดชื่น แต่ด้วยความที่เป็นน้ำปั่น ส่วนใหญ่มักจะมีรสหวานอยู่ไม่น้อย ทำให้บางคนอาจไม่กล้าดื่มมากนัก โดยเฉพาะสายเฮลตี้หรือคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะรู้สึกผิดไม่น้อยหากดื่มน้ำหวานเข้าไป แต่ไม่ต้องห่วงเลย เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำสตรอว์เบอร์รี่โยเกิร์ตสูตรคลีนให้ทุกคนได้เอาไปลองทำกัน

แนะนำ สตรอเบอรี่โยเกิร์ต เครื่องดื่มผลไม้ยอดนิยม รสเปรี้ยวหวานโดนใจวัยรุ่น

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต

สตรอเบอรี่ โยเกิร์ต เป็นเครื่องดื่มแบบปั่นที่ได้รับความนิยมมากพอสมควร ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานแบบลงตัว ดื่มแล้วช่วยให้ความสดชื่น จึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน สูตรทั่วไปจะนิยมใส่สตรอว์เบอร์รี่ โยเกิร์ต ไซรัป นมข้นจืด และนมข้นหวาน แต่สำหรับสตรอเบอรี่โยเกิร์ต สูตรคลีนจะไม่เน้นรสหวานมาก ดังนั้นเราจะไม่ใส่นมข้นหวาน ไซรัปหรือน้ำเชื่อม เพื่อให้คนทาน อาหารคลีนง่าย ๆ ดื่มได้แบบไม่รู้สึกผิด หากถามว่า น้ำสตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตกี่แคล อาจตอบไม่ได้แบบเป๊ะ ๆ แต่โดยทั่วไปจะให้พลังงาน 100 กว่าแคล 

แชร์สูตร สตรอเบอรี่โยเกิร์ต รสหวานน้อย อร่อยคลีน ๆ แบบธรรมชาติ

หากใครเป็นสายเฮลตี้ เครื่องดื่มหวาน ๆ อาจจะไม่เหมาะมากนัก แต่ชีวิตคนเราจะไม่เติมความหวานเลยมันก็กระไรอยู่ หากใครอยากดื่ม สตรอเบอรี่โยเกิร์ตปั่น แบบเฮลตี้ก็สามารถทำเองได้ไม่ยาก ถ้าเราไปซื้อที่ร้านอาจกำหนดปริมาณส่วนผสมทั้งหมดไม่ได้ ฉะนั้นการทำ เมนูอาหารคลีน เองจึงเป็นทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์มากกว่า วันนี้ขอแนะนำสูตร สตรอเบอรี่ โยเกิร์ต ปั่นแบบคลีน ๆ รสเปรี้ยวหวานกำลังดี ไม่หวานมากเกินไป หากพร้อมแล้วตามมาดูวิธีทำกันเลย 

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต

วัตถุดิบและส่วนผสม 

  1. ผลสตรอว์เบอร์รี่สด 2 ถ้วยตวง
  2. โยเกิร์ต รสสตรอว์เบอร์รี่ 1 ถ้วย
  3. นมโฟร์โมสต์ รสสตรอว์เบอร์รี่ 30 มิลลิลิตร
  4. น้ำแข็ง 16 ออนซ์ 

วิธีการทำสตรอเบอรี่โยเกิร์ต

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต
  1. ขั้นตอนแรกนำสตรอว์เบอร์รี่สดมาล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วสะเด็ดน้ำให้เรียบร้อยแล้วใช้มีดผ่าออกครึ่งหนึ่ง 
  2. เตรียมเครื่องปั่น ใส่สตรอว์เบอร์รี่สดลงไป เหลือไว้ท็อปปิ้งประมาณ 3-4 ชิ้น ตามด้วยโยเกิร์ต นมโฟร์โมสต์ และน้ำแข็ง ปั่นรวมกันให้ละเอียด
  3. เทสตรอว์เบอร์รี่โยเกิร์ตปั่นใส่แก้ว หลังจากนั้นท็อปปิ้งด้วยผลสตรอว์เบอร์รี่สดที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วปิดฝาแก้ว เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นอันเสร็จพร้อมดื่มคลายร้อนแล้ว 

เทคนิคการทำ สตรอเบอรี่โยเกิร์ตสูตรคลีน อร่อยแบบไม่หวานมาก

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต

คนลดน้ำหนักอาจมองว่าของหวานทุกชนิดเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง มิเช่นนั้นจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องงดของหวานตลอดเวลา การดื่มน้ำปั่นถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเติมความสดชื่นให้แก่ร่างกาย สายเฮลตี้คงสงสัยว่า สมูทตี้โยเกิร์ต ทำยังไง ให้หวานน้อย เหมาะกับคนลดน้ำหนัก เทคนิคของการทำสตรอเบอรี่โยเกิร์ตคือหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ให้รสหวานให้ได้มากที่สุด และเลือกใช้ส่วนผสมรสสตรอว์เบอร์รี่แทน เช่น โยเกิร์ตและนมรสสตรอว์เบอร์รี่ จะให้รสเปรี้ยวหวานสไตล์ เมนูคลีน 

สุดยอดเครื่องดื่มช่วยมอบความสดชื่น สตรอเบอรี่โยเกิร์ต อร่อยฟินแถมมีประโยชน์

สตรอเบอรี่โยเกิร์ต

หลังจากรู้สูตรการทำ สตอเบอรี่โยเกิร์ตปั่น แบบคลีนกันแล้ว หวังว่าทุกคนจะสามารถนำไปทำตามกันได้ บอกเลยว่า อาหารคลีนทำเอง นั้นสุด ๆ แล้ว เราสามารถกำหนดปริมาณส่วนผสมต่าง ๆ ได้เองทั้งหมด ดังนั้นสายเฮลตี้ทั้งหลายไม่ต้องกังวล นาน ๆ ดื่มน้ำปั่นทีคงไม่เป็นอะไร และถ้าใครอยากรู้ว่า น้ำสตอเบอรี่โยเกิร์ตช่วยเรื่องอะไรบ้าง ต้องบอกว่าหลัก ๆ สตรอเบอรี่โยเกิร์ตจะช่วยปรับสภาพลำไส้ให้ดีขึ้น ช่วยให้เราขับถ่ายคล่อง แถมยังป้องกันไม่ให้อ้วนอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารสุขภาพ

แนะนำ สูตรน้ำพริกอ่อง รสดั้งเดิมแบบชาวเมืองเหนือ ทำง่าย ๆ สไตล์ล้านนา 

สูตรน้ำพริกอ่อง

คนไทยนิยมทานน้ำพริกกันทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ ต่างก็มีเมนูเครื่องจิ้มเป็นของตัวเอง โดยน้ำพริกแต่ละภาคนั้นจะมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องรสชาติ หากกล่าวถึงน้ำพริกของภาคเหนือ หลายคนมักจะนึกถึงน้ำพริกอ่อง รสชาติดั้งเดิมของน้ำพริกนี้จะมีรสเปรี้ยว เค็มและเผ็ด แต่ในปัจจุบันหลายคนได้ดัดแปลงให้มีรสชาติที่ถูกปากมากขึ้น ทั้งนี้หากใครอยากได้ สูตรน้ำพริกอ่อง โบราณที่มีรสชาติดั้งเดิม เตรียมตัวจดสูตรกันได้เลย 

ทำความรู้จัก สูตรน้ำพริกอ่อง สูตรโบราณ ต้นตำรับจากภาคเหนือ ปรุงรสแบบดั้งเดิม

สูตรน้ำพริกอ่อง

น้ำพริกอ่องคือ อาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวไทใหญ่ จัดเป็นน้ำพริกพื้นบ้านของชาวล้านนาที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย น้ำพริกมีสีแดงส้ม ซึ่งมีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบ ได้รสเปรี้ยวจากมะเขือส้ม รสเค็มจากถั่วเน่าและกะปิ และมีความเผ็ดจัดจ้านจากพริกแห้ง หากเป็นสูตรน้ำพริกอ่อง ของภาคเหนือจะไม่มีรสหวาน แต่คนภาคกลางมักใส่น้ำตาลเพื่อให้รสชาติถูกปากมากขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งเมนู อาหารเพื่อสุขภาพ ที่นิยมทานคู่กับผักสดและข้าว หากใครอยาก ทำอาหารคลีนง่าย ๆ ขอแนะนำสูตรดั้งเดิมจะดีกว่า 

แจก สูตรน้ำพริกอ่อง อาหารน่าทานของภาคเหนือ ไม่ว่าใครทำก็อร่อย

น้ำพริกอ่อง ของแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่างกันไปตามบริบท แม้แต่คนเหนือเองก็อาจทำไม่เหมือนกัน บางสูตรจะผัดหมูก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุงและมะเขือส้มตามหลัง ในขณะที่บางสูตรจะโขลกเนื้อหมูให้เข้ากับส่วนผสมอื่น ๆ ก่อนจะนำไปผัด สำหรับ สูตร น้ำพริกอ่อง โบราณที่เรากำลังจะทำอยู่นี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่คนเมืองนิยมทำทานกัน รสชาติจะไม่หวาน เหมาะกับการทานเป็น เมนูเพื่อสุขภาพ สำหรับสายเฮลตี้ มาดูกันว่า สูตรน้ำพริกอ่องโบราณ มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง 

สูตรน้ำพริกอ่อง

วัตถุดิบและส่วนผสม 

  1. มะเขือส้ม/มะเขือเทศสีดา 5-6 ลูก
  2. หมูบด 100 กรัม
  3. พริกแห้ง 20 เม็ด
  4. หอมแดง 5 หัว
  5. กระเทียมไทย 2 หัว
  6. ถั่วเน่า 4-5 แผ่น
  7. กะปิเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ
  8. เกลือป่น 1 ช้อนชา
  9. ผักชีซอย
  10. น้ำมันหมู 

วิธีทำน้ำพริกอ่องสูตรโบราณ

สูตรน้ำพริกอ่อง
  1. ขั้นตอนแรกนำมะเขือส้มมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
  2. ตำพริกและเกลือป่นให้ละเอียด จากนั้นใส่กระเทียมไทยและหอมแดงลงไป ตำให้ละเอียดและเข้ากันดี ปรุงรสเพิ่มด้วยกะปิและตำให้ละเอียดอีกครั้ง
  3. ใส่หมูบดลงไป โขลกให้เข้ากันกับส่วนผสมทั้งหมด จากนั้นตั้งกระทะแล้วใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ตามด้วยน้ำพริกที่ตำไว้ ผัดด้วยไฟกลาง
  4. เมื่อผัดจนหมูสุกและมีกลิ่นหอมแล้ว ใส่มะเขือส้มลงไป ผัดให้พอสุก
  5. เมื่อได้รสชาติตามต้องการแล้วให้ปิดเตา และตักน้ำพริกอ่องใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยผักชีซอย เสิร์ฟพร้อมกับผักและเครื่องเคียง ถือเป็นอันเสร็จ 

เทคนิคการปรุงรสตาม สูตรน้ำพริกอ่อง แบบดั้งเดิม อร่อยตามสไตล์อาหารคนเมือง

สูตรน้ำพริกอ่อง

น้ำพริกอ่อง คนเมือง จะเน้นรสเปรี้ยว เค็มและเผ็ด ในขณะที่สูตรน้ำพริกอ่องของคนภาคกลางมักมีรสหวานอยู่ด้วย หากใครอยากทาน เมนูอาหารคลีน อย่างน้ำพริกอ่องแบบคนเมืองแท้ ๆ แนะนำให้ใช้มะเขือส้ม เพราะจะให้รสเปรี้ยวมากกว่ามะเขือเทศทั่วไป หรือถ้าไม่มีก็ใช้มะเขือเทศสีดาแทน และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือถั่วเน่า ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ให้รสเค็มได้ดี นิยมนำมาปรุงในอาหารของภาคเหนือ นอกจากนี้การใช้กระเทียมไทยแทนกระเทียมจีนจะให้กลิ่นหอมมากกว่าด้วย ใครอยากทาน อาหารคลีนง่ายๆ สไตล์คนเมืองต้องลองสักครั้ง 

สุดยอดอาหารรสเด็ด สูตรน้ำพริกอ่องโบราณ อร่อยเผ็ดเปรี้ยวเค็มอย่างมีเอกลักษณ์

สูตรน้ำพริกอ่อง

หากใครที่ชื่นชอบการ กินคลีน เมนูน้ำพริกน่าจะตอบโจทย์อยู่ไม่ใช่น้อย เราสามารถทานน้ำพริกกับข้าวสวยและผักสดได้ตามต้องการ แม้ว่าจะกำลังรักษาสุขภาพ หรือกำลังลดน้ำหนักอยู่ สำหรับ สูตร น้ำพริกอ่องโบราณ ที่เราแนะนำไปจะมีรสเค็มอยู่ด้วย หากใครอยากลดปริมาณโซเดียมก็สามารถปรุงตามสไตล์ เมนูคลีน ได้เลย อาจจะใส่ถั่วเน่าอย่างเดียว หรือใส่กะปิเพียงนิดเดียวก็ได้ หวังว่าเมนูนี้จะเป็นหนึ่งในเมนู อาหารคลีนทำเอง ง่าย ๆ ที่ใครหลายคนชื่นชอบและทำตามได้ไม่ยาก

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารสุขภาพ

10 เมนูอาหารคลีน ทำง่าย ทานแล้วได้ประโยชน์ เหมาะกับสายเฮลตี้

เมนูอาหารคลีน

ปัจจุบันเราจะเห็นว่าอาหารหลาย ๆ เมนูถูกดัดแปลงให้มีหน้าตาและรสสัมผัสหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเมนูเหล่านั้นมักจะผ่านการปรุงแต่งค่อนข้างเยอะ ต่างจาก เมนูอาหารคลีน จะปรุงรสและดัดแปลงน้อยที่สุด สำหรับใครที่กำลังลดน้ำหนัก หรือเป็นสายเฮลตี้รักสุขภาพ วันนี้เราอยากจะชวนมาทำความรู้จักกับ 10 เมนูคลีน ๆ ที่ทำทานเองได้ง่าย ทานแล้วดีต่อสุขภาพ 

แนะนำ 10 เมนูอาหารคลีน ยอดนิยม ใช้วัตถุดิบน้อย ทำทานเองได้ง่าย

ทุกวันนี้เทรนด์การลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพจะไม่ได้อยู่ที่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่หลายคนจะเน้นในเรื่องอาหารการกินกันมากขึ้น ซึ่งการปรุงอาหารเองก็เป็นทางเลือกยอดนิยม หากใครกำลังคิดอยู่ว่า อาหารคลีนทำเอง ง่าย ๆ มีเมนูอะไรบ้าง คุณมาถูกทางแล้ว บทความนี้ขอนำเสนอสุดยอด 10 เมนู อาหารคลีน ทำเองง่าย ๆ ใช้วัตถุดิบไม่มาก ใครสนใจอยาก ทำอาหารคลีนง่าย ๆ ตามมาดูกันได้เลย 

เมนูอาหารคลีน
  1. ข้าวกล้องอกไก่ย่างและไข่ต้ม

ข้าวกล้องอกไก่ย่างและไข่ต้ม เป็น อาหารคลีนง่ายๆ ที่ใช้วัตถุดิบค่อนข้างน้อย ซึ่งจะประกอบด้วยข้าวกล้อง ไก่ย่าง ไข่ต้ม และผักเคียงตามชอบ ทานกับน้ำจิ้มสูตรคลีน ถือเป็นเมนูอาหารจานเดียวที่ทานแล้วช่วยให้อิ่มท้องนาน แถมมีสารอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และอื่น ๆ หากใครกำลังหาเมนูอาหารคลีน แบบง่าย ๆ ทำทานเองที่บ้าน ขอแนะนำเมนูนี้เลย 

เมนูอาหารคลีน
  1. เมี่ยงปลาเผา

เรียกว่าเป็นหนึ่งในเมนู อาหารคลีน ที่หาทานได้ง่ายมาก ๆ แต่สำหรับสายเฮลตี้บางคนอาจจะชอบทำเองมากกว่า ซึ่งเมนูนี้ก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่นำปลานิลหรือปลาทับทิมมาทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นยัดสมุนไพรเข้าไปในท้อง ห่อด้วยฟอยล์และอบจนสุก เวลาทานก็ใช้ผักห่อเนื้อปลา ขนมจีน และราดน้ำจิ้มลงไป เมนูนี้จะให้ทั้งโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ แถมยังมีแคลอรี่ต่ำ เหมาะกับคนลดน้ำหนักมากทีเดียว 

เมนูอาหารคลีน
  1. ลาบอกไก่

ลาบอกไก่ เป็นเมนูง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์อยู่ไม่น้อย เหมาะกับคนลดน้ำหนักและต้องการเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายโดยเฉพาะ รวมไปถึงสายเฮลตี้ทั้งหลายก็ทานได้เช่นกัน เนื่องจากเป็น เมนูอกไก่คลีน ที่ให้พลังงานต่ำ สามารถทานกับข้าวสวย ไข่ต้ม และผักชนิดต่าง ๆ ตามต้องการได้เลย เมนูนี้จะอุดมไปด้วยโปรตีนสูงและไขมันต่ำ สำหรับใครที่ชอบทานอกไก่ก็สามารถทำเมนูนี้ทานกันได้เลย 

เมนูอาหารคลีน
  1. สุกี้แห้งทะเล

สุกี้แห้งทะเล เป็น เมนูอาหารคลีน ที่ให้โปรตีนสูง เพราะประกอบด้วยอาหารทะเลอย่างกุ้ง หมึก และปลาทะเล มาพร้อมกับผักหลายชนิด ผัดรวมกับไข่และวุ้นเส้นโดยใช้น้ำสต๊อกแทนน้ำมัน วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ลงไปได้พอสมควร เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอ้วนเมื่อทานสุกี้แห้งทะเลสูตรคลีน ทั้งนี้หากต้องการเน้นเพียงแค่เนื้อสัตว์และผัก สามารถตัดวุ้นเส้นออกไปได้เลย 

เมนูอาหารคลีน
  1. สลัดอกไก่โรยงา

สลัดอกไก่โรยงา สามารถทานคู่กับน้ำสลัดญี่ปุ่นหรือน้ำสลัดสูตรคลีนก็ได้ ถือเป็นอีกหนึ่ง เมนูเพื่อสุขภาพ ที่ใคร ๆ ก็ทำทานเองได้ไม่ยาก โดยแนะนำให้อบไก่ในหม้อทอดไร้น้ำมันแทนการทอดหรือย่าง วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ได้มากพอสมควร สำหรับผักสามารถเลือกเป็นผักสลัดทานคู่กับแตงกวาหรือข้าวโพด หรือจะใส่ไปทั้งสองอย่างก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ควรจัดสัดส่วนให้พอดีด้วย 

เมนูอาหารคลีน
  1. แกงจืดไก่ก้อนเต้าหู้ไข่

แกงจืดไก่ก้อนเต้าหู้ไข่ นอกจากจะเป็น เมนูอาหารคลีน ที่ช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ยังเป็นเมนูที่ให้สารอาหารดี ๆ แก่ร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้หากใครที่กำลังลดน้ำหนักแล้วอยากทานเมนูแกงจืดควรหลีกเลี่ยงการปรุงรสด้วยซุปก้อน เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่สูงเกินไป แนะนำให้ใส่เพียงแค่เกลือและพริกไทย ทั้งนี้จะทานคู่กับข้าวสวยหรือทานเปล่า ๆ ก็ได้เช่นกัน 

เมนูอาหารคลีน
  1. แกงเลียงกุ้งสด

แกงเลียงกุ้งสด เป็น เมนูคลีน ที่สามารถทานกับข้าวสวยได้อย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้สึกผิด เพราะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิดพร้อมทั้งสมุนไพร ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็น ด้วยความที่เป็นเมนูแกงก็จะไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน ตรงส่วนนี้ถือเป็นข้อดีที่จะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ลงได้ อย่างไรก็ตามควรปรุงรสแบบพอดี โดยเฉพาะคนที่กำลังลดน้ำหนักควรปรุงรสเค็มให้น้อยลง 

เมนูอาหารคลีน
  1. ผัดผักรวมมิตร

ผัดผักรวมมิตร เป็นสุดยอด เมนูอาหารคลีนแบบประหยัด ที่ใคร ๆ ก็ทำทานเองได้ ใช้ต้นทุนไม่สูงมาก เพียงแค่นำผักชนิดต่าง ๆ อาทิ ผักกาดขาว บร็อคโคลี่ และแครอท มาผัดรวมกัน ถ้าจะให้ดีควรเน้นผักใบเขียวที่มีไฟเบอร์สูง นอกจากนี้หากต้องการเพิ่มโปรตีนก็สามารถใส่เนื้อสัตว์อย่างหมู ไก่ กุ้ง หรืออื่น ๆ เข้าไปได้ ส่วนการปรุงรสก็ควรหลีกเลี่ยงรสเค็มและรสหวาน 

เมนูอาหารคลีน
  1. ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้

ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ เป็นอีกหนึ่งเมนู อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ทำได้ง่ายมาก ๆ เหมาะกับคนกินเจ มังสวิรัติและวีแกน เพราะ เมนูอาหารคลีน นี้ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ และสำหรับคนลดน้ำหนักก็สามารถทานได้เช่นกัน เนื่องจากถั่วงอกนั้นให้พลังงานต่ำ แต่ยังมีสารอาหารจำเป็นอย่างโปรตีน กรดอะมิโน แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนเต้าหู้ก็มีโปรตีนค่อนข้างสูง ทานแล้วดีต่อสุขภาพไม่น้อยเลย 

เมนูอาหารคลีน
  1. กรีกโยเกิร์ตผลไม้รวม

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย โยเกิร์ตเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ๆ สำหรับกรีกโยเกิร์ตผลไม้รวมก็เป็นอีกหนึ่ง เมนูอาหารคลีน7 วัน ที่ได้รับความนิยม โดยจะนำกรีกโยเกิร์ตแช่เย็นมาทานกับผลไม้หลากชนิดที่มีน้ำตาลต่ำ อาทิ สตรอว์เบอร์รี่ อะโวคาโด และกีวี่ เมนูนี้จะมีโปรตีนและวิตามินสูง ทานแล้วช่วยให้อิ่มท้องนาน แถมมีโพรไบโอติกที่ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นด้วย 

ประโยชน์จากการทาน เมนูอาหารคลีน สุขภาพดีได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเราเอง

เมนูอาหารคลีน

แม้ว่าการ กินคลีน ในช่วงแรก ๆ จะเป็นอะไรที่ยากลำบากจนเราอยากจะยอมแพ้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของการล้มเลิกการลดน้ำหนักและการดูแลสุขภาพ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา เช่นเดียวกับการทาน เมนู อาหารคลีน หากทำเป็นประจำจะเกิดความเคยชินจนเรารู้สึกว่าการทานคลีนไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว ยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้าเลือกวัตถุดิบดี ๆ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีไปด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารสุขภาพ

แจกสูตร โจ๊กหมู ทรงเครื่อง เนื้อเนียนละเอียด หมูนุ่มอร่อย ทำทานเองได้ไม่ยาก 

โจ๊กหมู

โจ๊กหมู เป็นเมนูที่ใคร ๆ ต่างก็นึกถึงในตอนเช้า เพราะจัดเป็นอาหารทานง่ายที่เต็มไปด้วยความอร่อยและคุณประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ทานได้กันทั้งนั้น เราจะเห็นว่าเมนูนี้มีส่วนประกอบหลายอย่างพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นข้าว หมูสับ ไข่ไก่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละสูตรจะใส่วัตถุดิบมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถ้าใครสนใจแบบทรงเครื่องก็ตามมาดูสูตรการทำกันเลย 

แนะนำเมนูอาหารเช้า โจ๊กหมู ทรงเครื่อง ทานแล้วได้รับสารอาหารครบถ้วน

โจ๊กหมู

โจ๊ก เป็นเมนูอาหารที่มีลักษณะคล้ายข้าวต้ม แต่จะต่างกันตรงที่ข้าวต้มยังมีลักษณะเป็นเม็ดข้าว ไม่เปื่อยยุ่ย แต่สำหรับ โจ๊ก หมู ทรงเครื่องจะมีเม็ดข้าวละเอียดกว่า เพราะข้าวที่นำมาต้มนั้นเป็นข้าวสารที่ผ่านการบดก่อนนำมาปรุงนั่นเอง ถือเป็นเมนู อาหารเช้าง่าย ๆ ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ทานแล้วช่วยให้อิ่มท้องได้ค่อนข้างนาน หากใครกำลังหาเมนู อาหารไทยง่าย ๆ ทานในมื้อเช้า โจ๊กหมูใส่ไข่ หมูสับทรงเครื่องก็น่าสนใจไม่น้อยเลย 

แบ่งปันสูตร โจ๊กหมู ทรงเครื่อง เนื้อเนียนละเอียด หน้าตาน่าทาน ทำเองได้ง่าย ๆ

เชื่อว่าหลายคนมีเมนู อาหารเช้า สุดโปรดเป็นของตัวเอง และโจ๊กหมู ก็เป็นหนึ่งในเมนูอาหารเช้าที่ได้รับความนิยม นอกเหนือจากคนทั่วไปแล้ว คนที่ต้องการทาน อาหารเช้าคลีน ๆ เมนูนี้ก็ตอบโจทย์อยู่ไม่น้อยเลย เนื่องจากเป็นเมนู อาหารไทย ประเภทต้มที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมัน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของคนควบคุมน้ำหนัก แน่นอนว่าเมนูนี้หาทานได้ง่าย และก็ทำเองได้ไม่ยากด้วย หากใครอยากได้สูตร โจ๊กหมูทรงเครื่อง ง่าย ๆ มาดูกันเลย 

โจ๊กหมู

วัตถุดิบและส่วนผสม 

  1. ปลายข้าวหอมมะลิ 1 กิโลกรัม
  2. ข้าวสารเหนียว 40 กรัม
  3. น้ำเปล่า 1-2 ถ้วย

ส่วนผสมน้ำซุป

  1. กระดูกหมูคาตั๊ง 5-8 ชิ้นใหญ่
  2. น้ำเปล่า 8 ลิตร
  3. คนอร์หมู 8 ก้อน
  4. กระเทียม 10 กลีบ
  5. รากผักชี 4 ราก
  6. หัวไชเท้า 1/2 หัว
  7. ใบเตย 1 มัด
  8. ซีอิ๊วขาว 10 ช้อนโต๊ะ
  9. เกลือ 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมหมูสับ

  1. หมูสับ 500 กรัม
  2. ไข่ไก่ (เบอร์ 1) 1 ฟอง
  3. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  4. ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
  5. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบจัดเสิร์ฟ

  1. ตับหมู
  2. ไข่ไก่
  3. ขิงซอย
  4. ต้นหอมซอย
  5. ซีอิ๊วขาว
  6. พริกไทยป่น 

วิธีการทำโจ๊กหมู

โจ๊กหมู
  1. ขั้นตอนแรกนำปลายข้าวหอมมะลิและข้าวสารเหนียวมาบดให้ละเอียด จากนั้นใส่ลงในหม้อ ตามด้วยน้ำเปล่า ใช้ไม้พายคนไปมาให้ข้าวกระจายตัว เสร็จแล้วเปิดเตาต้มด้วยไฟแรง ในระหว่างต้มให้ใช้ไม้พายคนไปมาอยู่เสมอ
  2. เมื่อต้มจนข้าวสุกและข้นหนืดแล้ว ให้เบาไฟลง จากนั้นเติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แห้งจนเกินไป และใช้ไม้พายคนไปเรื่อย ๆ จนเนื้อโจ๊กเนียนละเอียด เสร็จแล้วปิดเตาและพักไว้ให้ขึ้นอืดสักประมาณ 30 นาที
  3. ขั้นตอนการหมักหมูสับ เริ่มจากใส่หมูสับลงในถ้วยผสม ตามด้วยซอสหอยนางรม ซอสปรุงรสฝาเขียว ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย แป้งมัน และไข่ไก่ จากนั้นนวดให้เข้ากันและนำไปบดเพื่อให้ละเอียดมากขึ้น เสร็จแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น 1 ชั่วโมง
  4. ขั้นตอนการทำน้ำซุป นำกระเทียมและรากผักชีมาบุบเล็กน้อย ส่วนหัวไชเท้านำมาหั่นเป็นรูปทรงกลมขนาดปานกลาง ตั้งหม้อแล้วใส่น้ำเปล่าลงไป ตามด้วยกระดูกหมูคาตั๊ง กระเทียมบุบ รากผักชีบุบ หัวไชเท้า ใบเตย คนอร์หมู เกลือ และซีอิ๊วขาว ต้มจนน้ำซุปเดือด
  5. เมื่อน้ำซุปเดือดแล้วให้ตักฟองออก หลังจากนั้นตักกระดูกหมูและส่วนอื่น ๆ ออกมาพักไว้ ให้เหลือเพียงแค่น้ำซุปอยู่ในหม้อ เทน้ำซุปลงในหม้อโจ๊กที่พักไว้ 30 นาที พร้อมเปิดไฟกลางและใช้ไม้พายกวนให้ตัวโจ๊กและน้ำซุปเข้ากันดี
  6. ตักหมูสับที่หมักไว้ใส่ลงไปในหม้อตามขนาดที่ต้องการ และใช้ไม้พายคนอย่างเบามือ รอให้หมูสับสุกแล้วปิดเตาได้เลย
  7. ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบจัดเสิร์ฟ นำตับหมูมาล้างด้วยน้ำเปล่าและแป้งมันเพื่อลดกลิ่นคาว จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้งด้วยน้ำเปล่า นำไปลวกจนสุกและตักใส่ภาชนะพักไว้ ส่วนไข่ไก่ก็ให้นำไปลวกพอสุกเช่นกัน
  8. ขั้นตอนการจัดเสิร์ฟ เหยาะซีอิ๊วขาวลงในถ้วย ต่อมาตักโจ๊กใส่ลงไป ตามด้วยตับหมู ไข่ลวก ขิงซอย ต้นหอมซอย และพริกไทยป่น ถือเป็นอันเสร็จพร้อมทาน 

เคล็ดลับทำ โจ๊กหมู ให้มีเนื้อสัมผัสเหนียว ดูน่าทาน ไม่เหลวเกินไป

โจ๊กหมู

หากต้องการให้ โจ๊กหมูโบราณ มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม แนะนำให้ใส่ข้าวสารเหนียวลงไปผสมด้วย วิธีนี้จะช่วยให้โจ๊กของเราไม่เหลวจนเกินไป และด้วยความที่เป็น เมนูหมูสับ ควรเลือกเนื้อหมูติดมัน เพราะส่วนนี้จะมีความนุ่มมากกว่าเนื้อแดงล้วนที่ไม่มีมัน เวลาทานแล้วจะอร่อยเข้ากันได้อย่างลงตัว ถือเป็น เมนูอาหารไทย ที่ทำได้ไม่ยากนัก หากใครมีลูกหลานก็สามารถทำโจ๊กหมูให้เขาทานในมื้อเช้าได้เลย 

อาหารเช้ายอดฮิต อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

โจ๊กหมู

โจ๊กหมูสับ เป็นหนึ่งใน อาหารเช้าลดน้ำหนัก ของใครหลายคน แต่สำหรับสูตรคนลดน้ำหนักจะเน้นปรุงรสแบบคลีน ๆ ต่างจาก โจ๊กหมูสูตรธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตามเมนูนี้ยังเป็นเมนู มื้อเช้าง่าย ๆ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ทานแล้วส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะมีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร และอื่น ๆ นอกจากสารอาหารดี ๆ ที่จะได้รับแล้ว เมนูนี้ยังทำให้เราอิ่มท้องนานอีกด้วย ใครกำลังหาเมนู อาหารคลีนทำเอง ในมื้อเช้า ขอแนะนำเมนูนี้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สูตรอาหาร

แจกสูตร หมูหวาน โบราณ ทำทานเองได้ง่าย ทานกับอะไรก็อร่อยลงตัว 

หมูหวาน

ต้องบอกเลยว่าเมนูหมูในอาหารไทยนั้นมีอยู่หลากหลายและมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเมนูประเภทต้ม ผัด แกง ทอด ตุ๋น นึ่ง หรืออะไรก็ตามแต่ เรามักจะเห็นเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบกันทั้งนั้นเลย ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลัก บางเมนูใช้เพียงแค่เนื้อหมูเดี่ยว ๆ เลยก็มี เช่นเดียวกับ หมูหวาน เรียกว่าเป็นเมนูที่ใช้เนื้อหมูสามชั้นล้วน ๆ มาปรุงรสด้วยส่วนผสมต่าง ๆ หากใครอยากลองทำเมนูนี้ เตรียมจดสูตรกันได้เลย 

หมูหวาน เมนูหมูแสนง่ายรสหวานเค็ม ทานกับข้าวและเมนูอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย

หมูหวาน

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ หมูหวานข้าวคลุกกะปิ เพราะถือเป็นเมนูยอดฮิตที่คนไทยนิยมทานกันมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันคนไทยหลายคนก็ยังคงทานกันอยู่ และต้องบอกว่าข้าวคลุกกะปินั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูที่มีส่วนประกอบเยอะมาก ๆ และ หมูหวานก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยความที่มีอยู่หลายสูตร ในบางครั้งเราจึงได้ยินคำว่า หมูหวานสามรส แต่โดยปกติแล้วเมนูหมูหวานจะมีรสหวานนำและตามด้วยรสเค็ม ถือเป็น อาหารไทย ที่นิยมทานกับเมนูข้าวประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีบางคนทานเป็นกับแกล้มร่วมกับเมนูอื่น ๆ ด้วย

แนะนำ หมูหวาน สามชั้นสูตรโบราณ ทานได้ทุกมื้อ เนื้อหมูนุ่มละมุน ไม่แข็งกระด้าง

ใครสนใจวิธีทำ หมูหวานง่ายๆ มาทางนี้เลย วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการทำ หมูหวานสูตรโบราณ ด้วยตัวเองง่าย ๆ พร้อมเทคนิคการทำให้หมูนุ่ม ดูน่าทาน แถมรสชาติอร่อยฟิน ไม่ว่าจะทานคู่กับอะไรก็เข้ากันได้อย่างลงตัว บอกเลยว่าทั้งมือใหม่และมืออาชีพต่างก็ทำหมูหวานทานเองได้โดยไม่ต้องง้อใคร ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลยว่า หมูหวานใส่อะไรบ้าง และมีขั้นตอนการทำอย่างไร 

หมูหวาน

วัตถุดิบและส่วนผสม

  1. หมูสามชั้น 500 กรัม
  2. กระเทียมไทย 5 กรัม
  3. พริกไทย 2 กรัม
  4. รากผักชี 2 กรัม
  5. น้ำตาลโตนด 4 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำเปล่า 700 มิลลิลิตร
  8. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ 

วิธีทำหมูหวาน

หมูหวาน
  1. นำหมูสามชั้นมาหั่นเป็นชิ้นขนาดปานกลาง จากนั้นนำไปต้มให้สุกด้วยไฟกลางเป็นเวลา 20-30 นาที ในระหว่างต้มหมูให้ตักฟองออกด้วย
  2. นำกระเทียมไทย พริกไทย และรากผักชี มาโขลกรวมกันจนละเอียด
  3. ตั้งกระทะและใส่น้ำมันพืชลงไป เปิดไฟกลางค่อนอ่อน นำสามเกลอที่โขลกไว้ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม เสร็จแล้วปิดเตาและตักใส่ภาชนะพักไว้
  4. นำน้ำตาลโตนดลงไปผัดหรือเคี่ยวในกระทะจนละลาย เคี่ยวจนมีสีน้ำตาลเข้มและส่งกลิ่นหอมออกมา จากนั้นผ่อนไฟลงต่ำสุด และใส่น้ำปลาลงไป ผัดให้เข้ากัน
  5. ใส่หมูสามชั้นต้มสุกลงไป ตามด้วยสามเกลอ ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยไฟกลาง ผัดไปเรื่อย ๆ จนเดือดและน้ำข้นขึ้น เพื่อให้น้ำตาลซึมเข้าเนื้อหมูอย่างทั่วถึง เสร็จแล้วปิดเตา ถือเป็นอันเสร็จ 

เคล็ด(ไม่)ลับทำ หมูหวาน ให้มีเนื้อสัมผัสนุ่มอร่อย ไม่แข็งกระด้าง

หมูหวาน

วิธีทําหมูหวานง่ายๆ ให้ได้เนื้อสัมผัสนุ่มอร่อย ไม่แข็งกระด้าง สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการนำหมูสามชั้นไปต้มจนสุก จากนั้นค่อยนำมาเคี่ยวกับน้ำตาลโตนดและส่วนผสมอื่น ๆ วิธีนี้สามารถช่วยให้เนื้อหมูสามชั้นนุ่มขึ้นได้ เมื่อนำไปเคี่ยวแล้วจะไม่แข็ง ทั้งนี้ควรใส่น้ำต้มในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้รสชาติของหมูหวาน จางลงได้ เทคนิคนี้สามารถใช้กับ หมูหวานแผ่น ได้เช่นเดียวกัน 

เมนูอาหารทานง่าย หมูหวานทานกับข้าวก็ได้ กับแกล้มก็อร่อย

หมูหวาน

เราหวังว่า สูตรหมูหวาน ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คน หากใครกำลังจะทำข้าวคลุกกะปิ หรืออยากจะทานหมูหวานก็สามารถนำสูตรที่เราแนะนำไปทำตามได้เลย รับรองว่าอร่อยฟินถึงใจอย่างแน่นอน เมนูนี้ถือเป็น เมนูอาหารไทย ที่สามารถนำไปทานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวย ข้าวเหนียว ข้าวต้ม ข้าวคลุกกะปิ หรือจะทานเป็นกับแกล้มก็อร่อยไม่แพ้กัน ใครอยากทำ อาหารไทยง่าย ๆ ทานเองที่บ้านต้องเมนูนี้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สูตรอาหาร

รวม 12 เมนูหมู รสเด็ดแบบไทย ๆ อร่อยถูกใจจนใคร ๆ ก็ต้องลอง 

เมนูหมู

เนื้อหมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ในการนำมาประกอบอาหาร จัดเป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่พบได้บ่อยในอาหารทั่วไป โดยเฉพาะเมนูอาหารคาวของไทยจะใช้เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลักค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว นั่นทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการรับประทานเนื้อหมู ไม่ว่าจะเป็นเมนูต้ม ผัด แกง และทอด จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่นิยมใส่เนื้อหมูกันไม่น้อยเลย ฉะนั้นวันนี้เราจึงขอนำเสนอ เมนูหมู รสเด็ดในอาหารไทยที่ไม่ควรพลาด 

12 เมนูหมู รสเด็ดในอาหารไทย อร่อยจนติดใจใครหลายคน

หากพูดถึง เมนูเนื้อหมู ง่ายๆ ในอาหารไทย บอกเลยว่ามีเยอะมาก ๆ หลายคนอาจจะนึกถึงหมูทอดกระเทียมพริกไทย หมูปิ้ง รวมไปถึงหมูผัดต่าง ๆ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนไทยนั้นนิยมทานหมูกันมาก และแน่นอนว่าการนำเนื้อหมูมาประกอบอาหารก็จะมีอยู่หลากหลายแบบ โดยจะมีตั้งแต่ เมนูหมูง่าย ๆ อย่างหมูทอด ไปจนถึงเมนูยาก ๆ อย่างผัดและแกงหมู มาดูกันว่าอาหารไทยที่ใช้หมูเป็นวัตถุดิบหลักมีเมนูอะไรบ้าง 

เมนูหมู
  1. หมูทอดกระเทียม

หมูทอดกระเทียม เป็นหนึ่งใน เมนูอาหารไทยยอดนิยม ที่หาทานได้ตามร้านอาหารทั่วไป หรือใครจะทำทานเองก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำเนื้อหมูมาหมักกับเครื่องปรุงต่าง ๆ จากนั้นนำไปทอดกับกระเทียม ถือเป็น เมนูหมู ง่าย ๆ ที่นิยมทานคู่กับข้าวสวยและข้าวเหนียว โรยน้ำปลาพริกลงไปยิ่งอร่อยฟิน หรือจะนำไปเสิร์ฟเป็นเครื่องเคียงของเมนูแกงเผ็ดต่าง ๆ ก็ได้เช่นกัน 

เมนูหมู
  1. หมูหวาน

หมูหวาน เป็น อาหารไทยเมนูหมู ง่าย ๆ ที่นิยมทานกับข้าวต้ม ข้าวสวย ข้าวเหนียว และข้าวคลุกกะปิ วัตถุดิบหลักที่นิยมใช้จะเป็นเนื้อหมูสามชั้น โดยจะนำมาหั่นเป็นชิ้นขนาดเล็ก จากนั้นนำไปผัดคลุกเคล้ากับส่วนผสมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วดำหวาน ซอสหอยนางรม น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย รากผักชี และน้ำมันพืช หมูหวานจะมีสีน้ำตาล รสชาติออกหวานและเค็มเล็กน้อย เนื้อสัมผัสมีความนุ่ม 

เมนูหมู
  1. ข้าวผัดหมู

ข้าวผัดหมู เป็นเมนู อาหารจานเดียว ยอดนิยมที่หาทานได้ตามร้านอาหารทั่วไป จัดเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ให้สารอาหารเยอะพอสมควร ส่วนใหญ่จะนิยมใส่เนื้อหมู ไข่ และผักต่าง ๆ ทั้งนี้แต่ละสูตรจะมีความแตกต่างกัน และวัตถุดิบสำคัญอย่างเนื้อหมูก็จะนิยมใช้หมูสับหรือหมูหั่นเป็นชิ้น เสิร์ฟพร้อมกับแตงกวา หลายคนนิยมทานคู่กับน้ำปลาพริกเพื่อเพิ่มรสชาติที่อร่อยลงตัว 

เมนูหมู
  1. คอหมูย่าง

คอหมูย่าง เป็น เมนูหมู ชื่อดังที่ใคร ๆ ก็มักจะสั่งเมื่อทานข้าวนอกบ้าน เรียกว่าเป็นเมนูยอดฮิตของคนรักเนื้อหมูเลยก็ว่าได้ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้สันคอหมูมาย่างให้สุก เนื่องจากเนื้อส่วนนี้จะมีมันแทรกอยู่ด้วย เมื่อทานแล้วจะให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ หากเป็นวิธีการทำแบบดั้งเดิมจะใช้เตาถ่าน เวลาย่างแล้วจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสูตรต่าง ๆ พร้อมเครื่องเคียง 

เมนูหมู
  1. ลาบหมู

ลาบหมู เป็นอาหารรสแซ่บของทางภาคอีสานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยจะใช้เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลัก นำไปลวกให้สุกแล้วปรุงรสด้วยพริกป่น ผงชูรส น้ำปลา น้ำมะนาว และข้าวคั่ว จากนั้นใส่หอมแดงซอย ต้นหอมซอย ผักชีซอย และใบสะระแหน่ ในร้าน อาหารตามสั่ง ของภาคอีสานมักจะมีเมนูลาบหมูอยู่ด้วย นิยมทานคู่กับข้าวเหนียวและผักสดต่าง ๆ 

เมนูหมู
  1. ผัดพริกแกงหมู

ผัดพริกแกงหมู เป็นเมนูเผ็ดร้อนที่นิยมทานคู่กับข้าวสวย โดยจะนำหมูมาผัดกับพริกแกง ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ใส่ถั่วฝักยาวและใบมะกรูด จัดเป็น เมนูหมูเผ็ดๆ ที่มีรสหวานสอดแทรกเข้ามาได้อย่างลงตัว สำหรับตัวชูรสจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพริกแกงเผ็ด ซึ่งได้มาจากพริกชี้ฟ้าแดงแห้ง พริกขี้หนูแดงแห้ง โขลกรวมกับกระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด กะปิ และเกลือ 

เมนูหมู
  1. น้ำตกหมู

น้ำตกหมู เป็นอีกหนึ่ง เมนูหมู อาหารอีสานที่ได้รับความนิยม โดยคำว่า “น้ำตก” ในภาษาอีสานจะหมายถึง การนำอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู และเนื้อวัว มาย่างพอสุกแล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกป่น และข้าวคั่ว พร้อมใส่ผักชีฝรั่ง หอมแดงซอย ต้นหอม และใบสะระแหน่ เสร็จแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน จัดเป็น อาหารไทยง่าย ๆ ที่นิยมทานคู่กับผักสดต่าง ๆ

เมนูหมู
  1. หมูแดดเดียว

หมูแดดเดียว เป็นอาหารง่าย ๆ ที่นำเนื้อหมูมาตัดหรือหั่นเป็นแผ่น ๆ หรือหั่นเป็นเส้นหนา จากนั้นปรุงรสด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร และเครื่องปรุงต่าง ๆ ก่อนจะนำไปตากแดดเป็นเวลา 1-5 ชั่วโมง และนำมาทอดหรือย่างจนสุก รสสัมผัสจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเวลาในการตาก ถือเป็น เมนูหมูชิ้น ยอดฮิตที่นิยมทานกับข้าวเหนียวและข้าวสวย หรือจะทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารต่าง ๆ ก็อร่อยเข้ากันได้ดี 

เมนูหมู
  1. ผัดกะเพราหมูสับ

ผัดกะเพราหมูสับ เป็น เมนูหมู ยอดฮิตที่คนไทยชอบทานกันมาก ๆ โดยจะนำหมูสับมาผัดกับพริกกระเทียม ปรุงรสและใส่ใบกะเพรา แน่นอนว่าเมนูนี้จะเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ ทานคู่กันแล้วอร่อยฟินมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีไข่ดาวที่เป็นเพื่อนคู่ใจของเมนูผัดกะเพราอีกด้วย เรียกว่าเป็น เมนูหมูสับ ง่าย ๆ ที่มีอยู่ในร้านอาหารตามสั่งแทบทุกที่เลยก็ว่าได้ 

เมนูหมู
  1. หมูมะนาว

หมูมะนาว เป็น เมนูหมูแปลกๆ ที่บางคนอาจจะไม่คุ้นเคย แต่บอกเลยว่าเมนูนี้ได้รับความนิยมมากในงานสังสรรค์ โดยจะนำเนื้อหมูมาหมักกับส่วนผสมเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น จากนั้นนำไปลวกจนสุก และราดหน้าด้วยน้ำรสแซ่บ ซึ่งจะมีส่วนผสมของพริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทราย เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบสะระแหน่ นิยมทานเป็นกับแกล้มพร้อมกะหล่ำปลีฝอยและก้านคะน้า 

เมนูหมู
  1. ยำหมูสะดุ้ง

ยำหมูสะดุ้ง เป็นอีกหนึ่ง เมนูอาหารไทย กับแกล้มยอดนิยมที่หลายคนชอบทำทานเอง ซึ่งมีขั้นตอนการทำง่าย ๆ เพียงแค่นำเนื้อหมูมาลวกในน้ำร้อนให้พอสะดุ้ง จากนั้นนำมาจัดเสิร์ฟกับคะน้ากรอบ พร้อมราดหน้าด้วยเครื่องยำรสแซ่บ โดยจะประกอบด้วยพริกสด กระเทียม หอมแขก ขึ้นฉ่าย มะนาว ผงนัว และน้ำปลา ทั้งนี้แต่ละสูตรอาจมีเครื่องยำที่แตกต่างกัน 

เมนูหมู
  1. แกงอ่อมหมู

แกงอ่อมหมู เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยมในภาคอีสาน โดยจะนำหมูมาแกงพร้อมกับใส่ผักต่าง ๆ ลงไป ถือเป็น อาหารไทย พื้นบ้านของชาวอีสาน ซึ่งแกงอ่อมนั้นจะนิยมใส่ผักเยอะ ๆ ส่วนเนื้อสัตว์จะเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ดูน่าทานและชูรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ของแกงอ่อมคงหนีไม่พ้นน้ำแกงหอม ๆ ที่ได้จากเครื่องแกงและใบแมงลัก 

สุดยอด เมนูหมู ในอาหารไทย รับประทานกับอะไรก็อร่อย

อย่างที่ทราบกันว่าเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาประกอบเป็นเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย จะเห็นได้ว่าในบรรดา อาหารไทยยอดนิยม หลาย ๆ เมนูมักจะมีเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งเนื้อหมูที่ใช้จะแตกต่างกันออกไป เนื้อแต่ละส่วนจะให้รสสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นแต่ละ เมนู หมู จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะนำมาต้ม ผัด แกง หรือทอด ต่างก็ดูน่าสนใจ ทานคู่กับอะไรก็อร่อย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สูตรอาหาร

แจกสูตร ยำหมูยอ น้ำปลาร้า เครื่องแน่น น้ำยำแซ่บ ปรุงเองได้ไม่ต้องง้อใคร 

ยำหมูยอ

ในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมนูยำรสเด็ดนั้นมาแรงมาก ๆ ถือเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตอนนี้เลยก็ว่าได้ เราจะเห็นว่ามีคนเปิดร้านยำอยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งแต่ละร้านก็มักจะมีสูตรลับเป็นของตัวเอง บางร้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ต้องบอกว่าเมนูยำนั้นมีให้เลือกทานค่อนข้างหลากหลาย ทว่ายำที่กำลังเป็นที่นิยม นาทีนี้ต้องยกให้ ยำหมูยอ เรียกได้ว่าเป็นยำยอดฮิตที่ทำได้ง่ายมาก ๆ สำหรับใครที่อยากทานเมนูยำฝีมือตัวเอง เราขอแนะนำเมนูนี้เลย เพราะทำง่ายและใช้วัตถุดิบราคาไม่แพงด้วย 

ชวนเข้าครัวทำเมนู ยำหมูยอ น้ำปลาร้า อาหารไทยรสจัด ดัดแปลงได้ตามต้องการ

ยำหมูยอ

หมูยอเป็นวัตถุดิบที่นิยมใช้ทำเมนูยำ เราจะเห็นได้จากยำต่าง ๆ โดยเฉพาะ ยำ หมูยอ สำหรับการ ทำยำหมูยอน้ำปลาร้า จะต้องให้ความสำคัญกับส่วนผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำปลาร้า แนะนำให้ใช้น้ำปลาร้าต้มสุก และส่วนผสมอื่น ๆ ก็จะมีพริก น้ำตาลเคี่ยว น้ำปลา น้ำมะนาว และอื่น ๆ นับเป็นเมนู อาหารไทย รสจัดที่ถูกใจใครหลายคน ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย เราจึงอยากชวนทุกคนเข้าครัวทำเมนูยำกัน บอกเลยว่าเป็น อาหารไทยทำเอง ได้ง่ายมาก ๆ 

เปิดสูตร ยำหมูยอ น้ำปลาร้า เครื่องแน่น รสชาติเผ็ดแซ่บถึงใจ ทำเองได้ไม่ยาก

ยํา หมูยอ น้ำปลาร้าเป็นเมนูที่ใช้หมูยอเป็นวัตถุดิบหลัก โดยนำมายำรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ เช่น มะเขือเทศ หอมแดง ผักชีฝรั่ง และขึ้นฉ่าย ปรุงรสด้วยพริก น้ำปลาร้า น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว ต้องบอกว่าเป็น เมนูอาหารไทย รสเด็ดที่มีขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน และใช้เวลาทำไม่กี่นาทีก็ได้ทานแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับยำหมูยอ แต่ละสูตรด้วยว่าจะใช้วัตถุดิบมากน้อยแค่ไหน สำหรับใครที่อยากทำเมนูนี้ทานเอง มาดูขั้นตอนการทำกันได้เลย 

ยำหมูยอ

วัตถุดิบและส่วนผสม

  1. หมูยอ 300 กรัม
  2. น้ำปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลเคี่ยว 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำต้มสุก/น้ำลวกหมูยอ 2 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกจินดาแดง 7 เม็ด
  8. พริกแห้ง 5 เม็ด
  9. มะเขือเทศ 1 ลูก
  10. หอมแดงใหญ่ 1 หัว
  11. ผักชีฝรั่ง 3 ต้น
  12. ขึ้นฉ่าย 1 ลูก 

วิธีการทำยำหมูยอ

ยำหมูยอ
  1. ขั้นตอนแรกนำหมูยอมาหั่นเป็นชิ้นตามขนาดต้องการ ต่อมาหั่นหอมแดง มะเขือเทศ ผักชีฝรั่ง และขึ้นฉ่าย เตรียมไว้
  2. นำพริกจินดามาปั่นจนละเอียด หลังจากนั้นตำพริกแห้งให้ละเอียด เตรียมไว้สำหรับปรุงน้ำยำ ต้มน้ำให้เดือดและนำหมูยอลงไปลวกให้พอสุก เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะเตรียมยำในขั้นตอนถัดไป
  3. เตรียมถ้วยผสมสำหรับการยำ ใส่น้ำปลาร้าต้มสุกลงไป ตามด้วยน้ำปลา น้ำตาลเคี่ยว น้ำมะนาว พริกจินดาแดง พริกแห้ง และน้ำต้มสุก คนให้ส่วนผสมเข้ากันและลองชิมรสชาติ
  4. เมื่อปรุงน้ำยำเสร็จแล้ว ใส่หอมแดง มะเขือเทศ ผักชีฝรั่ง และขึ้นฉ่าย หลังจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นอันเสร็จ ตักใส่จานเสิร์ฟได้เลย 

แบ่งปันสูตรน้ำตาลเคี่ยวทำเองง่าย ๆ สำหรับปรุงน้ำ ยำหมูยอ สูตรต่าง ๆ

ยำหมูยอ

เคล็ดลับยำหมูยอ ให้อร่อย คือ การปรุงรสน้ำยำ กล่าวคือไม่ว่าใครทำเมนูนี้ หากปรุงรสน้ำยำได้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้อร่อยได้ไม่ยาก สำหรับการทำน้ำตาลเคี่ยวให้นำน้ำตาลโตนด 300 กรัม, น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะ และน้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร มาผสมกันแล้วเคี่ยวจนเดือด สำหรับ ยำหมูยอสูตรโบราณ จะนิยมใช้น้ำตาลแท้ ช่วยให้น้ำยำอร่อยเข้มข้นกว่าเดิม แนะนำให้เคี่ยวประมาณ 4-5 นาที จนไม่มีกลิ่นน้ำมะขามเปียก จากนั้นปิดเตาและรอให้เย็น เสร็จแล้วนำไปใช้ปรุงน้ำยำได้เลย 

ชวนมาทำ ยำหมูยอน้ำปลาร้า อร่อยแซ่บโดนใจ กินตอนไหนก็ไม่มีเบื่อ

ยำหมูยอ

หากใครต้องการทาน ยำหมูยอใส่เส้น ก็สามารถใส่เส้นเล็กหรือวุ้นเส้นได้ตามใจชอบเลย ด้วยความที่เป็นเมนูยำ จึงสามารถดัดแปลงใส่วัตถุดิบต่าง ๆ ได้ตามต้องการ หากใครชอบทาน ยํา วุ้นเส้น หมูยอ ก็ให้ใส่วุ้นเส้นลงไปด้วย หรือถ้าใครอยากทานหมูยอแบบเน้น ๆ ก็เลือกใส่แค่หมูยอเหมือนสูตรที่เราแนะนำก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้สิ่งสำคัญจะอยู่ที่น้ำยำ หากทุกคนปรุงรสน้ำยำได้อร่อยก็จะช่วยให้น่าทานมากขึ้น หากใครอยาก ทำอาหารเอง ง่ายๆ บอกเลยว่าเมนูนี้น่าลองมากทีเดียว

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สูตรอาหาร

แจกสูตร ข้าว หมูทอดกระเทียม พริกไทย เนื้อหมูนุ่ม หอมกระเทียม อร่อยลงตัว 

ข้าว หมูทอดกระเทียม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากในไทย เราจะเห็นได้ว่าอาหารไทยหลาย ๆ เมนูมักจะมีหมูเป็นส่วนประกอบ และบางเมนูเนื้อหมูจะเป็นวัตถุดิบหลักด้วย อย่างเช่น ข้าว หมูทอดกระเทียม ต้องบอกว่าเป็นเมนูยอดนิยมที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเมนูโปรดของคนไทยหลายคนเลยก็ว่าได้ การนำหมูมาทอดกับกระเทียมช่างเป็นอะไรที่เข้ากันสุด ๆ กลิ่นหอมของกระเทียมนั้นจะดึงดูดความสนใจได้ดี ช่วยให้เมนูดังกล่าวน่าทานมากขึ้น เมื่อทานคู่กับข้าวแล้วยิ่งอร่อยลงตัว 

รู้จัก ข้าว หมูทอดกระเทียม เมนูอาหารไทยยอดนิยม ทำง่ายแต่อร่อยมาก

ข้าว หมูทอดกระเทียม

ข้าวหมูทอดกระเทียม เป็นเมนูอาหารง่าย ๆ และได้รับความนิยมอย่างมาก เราจะเห็นว่าร้านอาหารตามสั่งหลาย ๆ ที่มีเมนูนี้อยู่ด้วย ต้องบอกว่าเป็นเมนู อาหารไทยทำเอง ค่อนข้างง่าย ใครอยู่บ้านก็สามารถลองทำทานดูได้เลย โดย หมูทอดกระเทียม จะประกอบด้วยเนื้อหมู กระเทียม และส่วนผสมอื่น ๆ การปรุงรสจะขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นรสหวานและเค็ม พร้อมมีกลิ่นหอมของกระเทียมเจียว เมื่อนำไปจัดเสิร์ฟกับข้าวสวย จึงกลายเป็นเมนูข้าว หมูทอดกระเทียม นั่นเอง

เผยสูตร ข้าว หมูทอดกระเทียม พริกไทย ทำเองง่าย ๆ ได้รสสัมผัสตามต้องการ

ข้าว หมูทอดกระเทียม

การทำ หมูทอดกระเทียม พริกไทย นั้นไม่ยากนัก เพียงแต่จะต้องเลือกส่วนเนื้อหมูตามที่ชอบและปรุงรสอย่างเหมาะสม หากใครต้องการ ทำอาหารเอง ง่ายๆ เมนูนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะใช้วัตถุดิบไม่มากนัก แถมขั้นตอนการทำก็ไม่ซับซ้อนด้วย ทำเสร็จแล้วสามารถทานกับข้าวได้เลย ถือเป็นเมนูอาหารที่ช่วยให้อิ่มอร่อยได้ไม่ยาก หากใครสงสัยว่า หมูทอดกระเทียมทำยังไงให้อร่อย วันนี้เรามีสูตร ข้าวหมูทอดกระเทียม พริกไทยมาแนะนำด้วย มาดูวัตถุดิบและวิธีทำกันเลย 

วัตถุดิบและส่วนผสม

  1. ข้าวสวย 1 ถ้วย
  2. หมูสันนอก 500 กรัม
  3. กระเทียมไทย 1 ถ้วย
  4. รากผักชี 7 ราก
  5. พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ผักชี 5 ต้น
  7. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  8. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  10. ซีอิ๊วดำหวาน 1/2 ช้อนชา
  11. น้ำมันพืช 

วิธีการทำข้าวหมูทอดกระเทียม

ข้าว หมูทอดกระเทียม
  1. ขั้นตอนแรกเตรียมวัตถุดิบให้พร้อม เริ่มจากนำรากผักชีมาซอย จากนั้นหั่นซอยส่วนที่เป็นโคนผักชี และนำกระเทียมมาสับพอหยาบ ๆ ก่อนจะนำหมูมาหั่นสไลด์เป็นชิ้นบาง ๆ เตรียมไว้
  2. นำพริกไทยเม็ดลงไปตำในครกจนละเอียด จากนั้นตักแบ่งออกให้เหลือในครกประมาณ 1 ช้อนชา ใส่รากผักชีและกระเทียมลงไปอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ตำให้เข้ากันจนละเอียด เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย พักไว้
  3. ตั้งกระทะและใส่น้ำมัน นำกระเทียมสับลงไปเจียวด้วยไฟอ่อนจนเหลืองและมีกลิ่นหอม หลังจากนั้นให้ตักแบ่งใส่ในถ้วยและเหลือไว้ในกระทะเล็กน้อย ต่อมาใส่สามเกลอที่โขลกไว้ลงไปผัดให้เข้ากัน
  4. ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากันและใส่หมูลงไป จากนั้นผัดคลุกเคล้าให้เข้ากับส่วนผสม
  5. เมื่อผัดจนหมูเริ่มสุกแล้ว ปรุงรสเพิ่มด้วยซีอิ๊วดำหวาน ใส่โคนผักชีซอยและพริกไทยที่แบ่งไว้ลงไป ผัดให้เข้ากันและปิดเตา
  6. ขั้นตอนการเสิร์ฟ ตักข้าวใส่ถ้วยเล็กและคว่ำลงบนจาน ต่อมาตักหมูทอดกระเทียมใส่ในจาน พร้อมโรยกระเทียมเจียวลงไป ตกแต่งด้วยผักชีเล็กน้อย ถือเป็นอันเสร็จ 

เคล็ดลับการทำ ข้าว หมูทอดกระเทียม ให้น่าทาน เนื้อหมูนุ่มอร่อย หอมกลิ่นกระเทียม

ข้าว หมูทอดกระเทียม

การทำ หมูสามชั้น ทอดกระเทียม ควรหั่นสไลด์เนื้อหมูบาง ๆ ตัดลายขวาง เพื่อให้ดูสวยงาม น่ารับประทาน ส่วน วิธีทํา หมูทอดกระเทียมนุ่ม ๆ แนะนำให้ใส่น้ำมันลงไปเยอะ ๆ จนท่วมเนื้อหมู ความร้อนจากน้ำมันจะช่วยให้เนื้อหมูสุกและนุ่มดี หรือใครจะหมักหมูด้วยแป้งมันก็ได้ วิธีนี้สามารถนำไปใช้กับ เมนูอาหารไทย อื่น ๆ ที่ต้องการหมูนุ่ม ๆ ทั้งนี้การทำ ข้าวหมูทอด กระเทียม ควรมีกลิ่นหอมกระเทียม ดังนั้นควรเจียวกระเทียมแยกไว้ต่างหากแล้วนำไปโรยหน้าในขั้นตอนการจัดเสิร์ฟใส่จาน 

ชวนเข้าครัวทำข้าวหมูทอดกระเทียม เมนูอาหารง่าย ๆ ทำทานเองได้ทุกมื้อ

ข้าว หมูทอดกระเทียม

หมูกระเทียมราดข้าว เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตที่หลายคนนิยมทำทานเอง บางคนอาจสงสัยว่า หมูทอดกระเทียมใช้เนื้อหมูส่วนไหน จริง ๆ แล้วเราสามารถเลือกได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสันคอ สันนอก สันใน หมูเนื้อแดง หรือสะโพก ก็ใช้ได้หมด ส่วนใครที่ชอบทานหมูแบบมัน ๆ ก็สามารถใช้หมูสามชั้นได้เช่นกัน เรียกว่าเป็นเมนู อาหารไทย ง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบไม่เยอะนัก วัตถุดิบหลัก ๆ ก็จะมีข้าวสวย หมูและกระเทียม เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงกลายเป็นข้าวหมูทอดกระเทียมแสนอร่อย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารสุขภาพ

แจกสูตร ข้าวผัดสับปะรด คลีน อร่อยได้โดยไม่ใช้น้ำมัน เมนูเฮลตี้ที่ดีต่อสุขภาพ 

ข้าวผัดสับปะรด

ข้าวผัดเป็นเมนูอาหารจานเดียวที่คนไทยนิยมทานกันมาอย่างยาวนาน และอย่างที่ทราบว่าข้าวผัดจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่วัตถุดิบอะไร หากเป็นข้าวผัดหมูก็จะเน้นใส่หมูและใส่ไข่ด้วย แต่ถ้าเป็นข้าวผัดทะเลก็จะใส่เนื้อสัตว์ทะเลอย่างปลาหมึก กุ้ง และอื่น ๆ ส่วนข้าวผัดไข่ก็จะใส่เพียงแค่ไข่เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการใส่วัตถุดิบอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย แต่ทว่าข้าวผัดที่ชาวต่างชาติรู้จักกันมากก็คงหนีไม่พ้น ข้าวผัดสับปะรด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูที่ชาวต่างชาติหลายคนได้ทานแล้วติดใจมากเลยทีเดียว 

เผยที่มาของ ข้าวผัดสับปะรด เมนูขึ้นชื่อของไทย อร่อยจนต่างชาติติดใจในรสชาติ

ข้าวผัดสับปะรด

แม้ว่าจะดูเป็นอาหารธรรมดา ๆ แต่บอกเลยว่าประวัติ ข้าวผัด สับปะรด นั้นไม่ธรรมดา เพราะเป็นเมนูอาหารจานเดียวที่ได้อยู่ในการ์ตูนแอนิเมชั่นของ Walt Disney ตอน Our Floating Dreams ชาวต่างชาติหลายคนจึงรู้จักเมนูข้าวผัดสับปะรด และหลายคนก็พยายามจะตามหาเพื่อทานให้ได้ เชื่อกันว่าในอดีตคนไทยนิยมทานข้าวคู่กับผลไม้ เพราะช่วยคลายร้อนและอิ่มท้องได้ ในเวลาต่อมาจึงนำผลไม้อย่างสับปะรดมาทำเป็นข้าวผัด สำหรับใครที่อยากทานเมนู มื้อเช้าคลีน ๆ หรือ มื้อเย็นง่าย ๆ เรามีสูตรมาแบ่งปันด้วย 

แบ่งปันสูตร ข้าวผัดสับปะรด สุดเฮลตี้ ผัดให้อร่อยได้โดยไม่ใช้น้ำมัน

ถึงแม้ว่าข้าวผัดจะเป็นเมนูที่ใช้น้ำมันในการผัด แต่ถ้าหากเราต้องการ เมนูลดน้ำหนัก ก็ยังสามารถดัดแปลง หรือเลือกที่จะไม่ใช้น้ำมันในการผัดได้ สำหรับใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ แต่อยากทานเมนูอาหารจานเดียวอย่างข้าวผัด วันนี้เราขอแนะนำเมนูข้าวผัดสับปะรดสูตรคลีน บอกเลยว่าทานแล้วอร่อยและได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน ใครกำลังตามหาเมนู อาหารคลีนทำเอง ง่าย ๆ สามารถทำเมนูนี้ได้ ถ้าพร้อมแล้วมาดูวิธีทำกันเลย 

ข้าวผัดสับปะรด

วัตถุดิบและส่วนผสม

  1. ข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงสุก 1 ถ้วย
  2. กุ้งต้มสุก 10 ตัว
  3. สับปะรด (หั่นชิ้น) 5 ช้อนโต๊ะ
  4. มะเขือเทศ (หั่นชิ้น) 3 ช้อนโต๊ะ
  5. หอมหัวใหญ่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
  6. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 2-3 ช้อนโต๊ะ
  7. ซีอิ๊วขาว (สูตรโซเดียมต่ำ) 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลหญ้าหวาน 1 ช้อนชา
  9. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา 

วิธีทำข้าวผัดสับปะรด สูตรคลีน

ข้าวผัดสับปะรด
  1. ขั้นตอนแรกตั้งกระทะแล้วนำหอมหัวใหญ่สับลงไปผัดด้วยไฟกลาง เทน้ำเปล่าลงไปผสมเล็กน้อย จากนั้นใส่มะเขือเทศลงไป ตามด้วยข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน
  2. ใส่กุ้งต้มและสับปะรดตามลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลหญ้าหวาน และพริกไทย ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  3. ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และผัดไปเรื่อย ๆ จนข้าวแห้งดี เสร็จแล้วปิดเตา ตักข้าวผัดสับปะรดใส่จานหรือใส่ในผลสับปะรดที่เตรียมไว้ ถือเป็นอันเสร็จ 

เคล็ดลับการทำ ข้าวผัดสับปะรด ให้อร่อยและดีต่อสุขภาพ ทานแล้วไม่รู้สึกผิด

ข้าวผัดสับปะรด

เมื่อเป็น อาหารคลีน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกวัตถุดิบและการปรุงรสนั้นสำคัญอย่างมาก สำหรับคนทั่วไปอาจไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เรื่องนี้มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เคล็ดลับการทำ ข้าวผัดสับปะรดง่ายๆ ให้อร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด ควรเลือกวัตถุดิบแบบเฮลตี้เหมือนสูตรที่เราแนะนำไป หากใครจะทานเป็นเมนู มื้อเย็นไม่อ้วน แนะนำให้งดน้ำมันและลดการปรุงน้ำตาลใด ๆ เพราะหัวหอมใหญ่ให้รสหวานอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ข้าวผัดสับปะรดอร่อยแบบคลีน ๆ ได้ 

เมนูอาหารจานเดียวชื่อดังของไทย ข้าวผัด สับปะรด รสชาติอร่อย หน้าตาน่าทาน

ข้าวผัดสับปะรด

หวังว่าทุกคนจะได้ทราบวิธีทำและเคล็ดลับต่าง ๆ เกี่ยวกับเมนูนี้ไปมากพอสมควรแล้ว สำหรับคนที่กำลัง ลดน้ำหนัก ก็สามารถทำเมนูนี้ทานเองที่บ้านได้เลย ต้องบอกว่าเป็นเมนู อาหารคลีนง่าย ๆ ที่ช่วยให้อิ่มท้องได้มากพอสมควร หากย้อนเวลากลับไป ข้าวผัดสับปะรดสูตรโบราณ จะนิยมปรุงรสแบบกลมกล่อม และใส่วัตถุดิบค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับเมนู ข้าวผัดสับปะรดสูตรคลีน เราจะไม่เน้นวัตถุดิบมากนัก เพราะต้องคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารสุขภาพ

แจกสูตร ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ เส้นเหนียวนุ่ม ไม่ติดกระทะ ดูน่ารับประทาน 

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

วุ้นเส้น ถือเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปรังสรรค์เป็นเมนูเส้นต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูสุกี้ ยำวุ้นเส้น หรือเมนูผัดอย่าง ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะต้องเคยทานเมนูนี้กันมาบ้างแล้ว บอกเลยว่าเมนูนี้ทำได้ง่ายมาก ๆ แถมมีวัตถุดิบราคาไม่แพงมากด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการทำอาหารทานเองในราคาประหยัด อย่างไรก็ตามเมนูดังกล่าวจะมีไข่และผักหลายชนิด ทำให้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย จึงเป็นเมนูอาหารง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว 

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ เมนูอาหารแสนง่าย อร่อยและมีประโยชน์ได้ไม่ยาก

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

เมนูวุ้นเส้น กับ ไข่ จะมีวัตถุดิบหลัก คือ วุ้นเส้น ไข่ไก่ และผักต่าง ๆ โดยส่วนมากจะนิยมใส่ผักกะหล่ำปลี แครอท ต้นหอม และขึ้นฉ่าย หรือบางสูตรอาจมีการใส่วัตถุดิบอื่น ๆ ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรสในการทาน แม้ว่า ผัดวุ้นเส้น ใส่ไข่ จะไม่เหมาะกับการนำมาทานร่วมกับข้าว แต่เราจะเห็นได้ว่าบางคนนำไปทานคู่กับข้าวสวยและเมนูกับข้าวอื่น ๆ นั่นเป็นเพราะว่าเมนูนี้เป็น อาหารไทย ทำง่าย ร้านอาหารที่ขายกับข้าวหลาย ๆ ร้านจึงนิยมทำขาย บางคนจึงสั่งมารับประทานร่วมกับข้าว หรือบางคนอาจทานเปล่า ๆ 

แนะนำสูตร ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ผัดยังไงไม่ให้ติดกระทะ เส้นเหนียวนุ่ม อร่อยลงตัว

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

อย่างที่ทราบกันว่า เมนูอาหารไทย อย่างผัดวุ้นเส้นมักจะใส่ไข่และผักต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะนิยมใส่กะหล่ำปลี แครอท ต้นหอม และขึ้นฉ่าย แต่บางคนอาจ ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ผักกาดขาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละคน แต่สำหรับ สูตรผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ที่เรากำลังจะแนะนำต่อไปนี้ ในส่วนของผักเราจะใส่เพียงแค่กะหล่ำปลี แครอท ต้นหอม และขึ้นฉ่ายเท่านั้น และถ้าใครอยากใส่วัตถุดิบอื่นเพิ่มเติมก็สามารถดัดแปลงได้เลย เพราะถือเป็นเมนู อาหารไทยทำเอง ง่าย ๆ มาดูวัตถุดิบและวิธีทำกันเลย 

วัตถุดิบและส่วนผสม

  1. วุ้นเส้น 120 กรัม
  2. ไข่ไก่ 4 ฟอง
  3. กะหล่ำปลี 150 กรัม
  4. แครอท 100 กรัม
  5. ต้นหอม 30 กรัม
  6. ขึ้นฉ่าย 30 กรัม
  7. กระเทียม 20 กรัม
  8. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  9. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
  10. ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  11. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  12. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  13. น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร
  14. น้ำมันสำหรับผัด 

วิธีการทำผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่
  1. ขั้นตอนแรกนำวุ้นเส้นมาแช่น้ำประมาณ 5-10 นาที จนเส้นนิ่มดี เสร็จแล้วนำขึ้นสะเด็ดน้ำ และตัดเส้นไม่ให้ยาวจนเกินไปเพื่อให้ง่ายต่อการผัด
  2. นำกะหล่ำปลี แครอท ต้นหอม และขึ้นฉ่าย มาหั่นเป็นชิ้นเป็นท่อน ๆ จากนั้นบุบกระเทียมและสับหยาบ ๆ
  3. ตั้งกระทะและใส่น้ำมัน นำกระเทียมลงไปเจียวด้วยไฟกลางจนมีกลิ่นหอม จากนั้นตอกไข่ลงไป รอให้ไข่เซ็ตตัวแล้วค่อย ๆ ยีให้กระจายตัว
  4. ใส่กะหล่ำปลีและแครอทลงไป ผัดให้สุกประมาณ 50% หลังจากนั้นใส่วุ้นเส้นตามลงไป
  5. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วดำหวาน น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น เติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย เสร็จแล้วผัดให้ทุกอย่างเข้ากันดี
  6. เมื่อผัดจนวุ้นเส้นสุกและนุ่มดีแล้ว ใส่ต้นหอมและขึ้นฉ่ายลงไป ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน หลังจากนั้นปิดเตาและตักใส่จานเสิร์ฟได้เลย 

เคล็ดลับทำ ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ให้อร่อย เส้นเหนียวนุ่ม ไม่ติดกระทะ

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

ไม่ว่าจะทำเมนู ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่กะหล่ำปลี หรือใส่วัตถุดิบอะไรก็ตาม ควรผัดด้วยไฟกลาง ไม่ควรผัดด้วยไฟแรง เพราะจะทำให้วุ้นเส้นติดกระทะได้ง่ายและอาจไหม้ได้ด้วย นอกจากนี้แนะนำให้เติมน้ำเปล่าหรือน้ำซุปลงไปหลังจากนำวุ้นเส้นลงไปผัด เพื่อให้ผัดได้ง่ายขึ้น และวุ้นเส้นจะเหนียวนุ่มขึ้นด้วย ถือเป็นสูตร ผัดวุ้นเส้นโบราณ ที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับใครที่ต้องการให้ผักสุกและนิ่มควรนำผักลงไปผัดก่อนที่จะใส่วุ้นเส้น แต่ถ้าหากต้องการให้เมนู ผัด วุ้นเส้นใส่ไข่ มีผักกรอบ ๆ สุกกำลังดี ควรใส่วุ้นเส้นก่อนแล้วค่อยใส่ผักลงไปทีหลัง 

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่อร่อยและมีประโยชน์ ทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบราคาประหยัด

ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่

วุ้นเส้นผัดไข่ เป็นเมนูที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ด้วยความที่เป็นเมนูง่าย ๆ ประหยัดต้นทุนได้ดี เราจึงเห็นร้านอาหารหลายร้านทำเมนูนี้ขายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งจะมีทั้ง ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ใส่หมูสับ หรือบางคนอาจใส่ไส้กรอกและวัตถุดิบอื่น ๆ แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใส่ไข่และผักต่าง ๆ นับเป็นเมนูที่มีทั้งความอร่อยและคุณประโยชน์ เพราะประกอบด้วยผักหลายชนิด สำหรับใครที่อยาก ทำอาหารเอง ง่ายๆ ขอแนะนำ เมนูผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ เพราะใช้วัตถุดิบราคาประหยัด และมีวิธีทำง่ายมาก ๆ

อ่านบทความอื่นๆ: